วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฟลูโอไรด์ พิษร้ายในปากคุณ

คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมยาสีฟันที่มีผสมฟลูโอไรด์ต้องมีคำเตือนแปะอยู่ข้างหลอดว่าห้ามกลืน ถ้าใครเผลอกลืนต้องรีบพบแพทย์!! อะไรก็ตามที่ทำมาให้ใช้ได้ในปาก มันควรที่จะปลอดภัยมากกว่าเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคไม่ใ่ช่หรือ? โดยเฉพาะยาสีฟันที่เราเอาใส่ปากเป็นสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายทุกๆวัน บางคนอาจคิดว่าอีคนเขียนนี่วิตกจริตฟุ้งซ่านไปมั้ยยะ ไม่มีใครเค้าโง่กลืนยาสีฟันหรอก แค่ใส่ปากแปรงๆแล้วก็บ้วนทิ้่ง โอเค ก็จริงอยู่ที่ไม่มีใครกลืนมันแบบตั้งใจ แต่มีใครแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์บ้างล่ะ ว่ามันไม่ได้แอบตกค้างอยู่ตามซอกฟันซอกเหงือกให้คุณกลืนลงท้องทั้งคืน บวกกับอีกรอบตอนเช้า โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อาจจะกลืนมันลงไปโดยไม่ตั้งใจถ้าไม่มีผู้ปกครองดูแล เชื่อหรือไม่ว่าฟลูโอไรด์เพียง 200 มิลลิกรัม หรือปริมาณยาสีฟันบีบออกมาเท่ากับความยาวของแปรงสีฟันนั้นสามารถฆ่าเด็กเล็กได้เลย และฆาตกรตัวจริงไม่ใช่ยาสีฟันแต่คือฟลูโอไรด์เพียวๆเลยหล่ะ จากรายงานของสมาคมศูนย์ควบคุมพิษอเมริกาบอกว่า ในปี 1994 มีคนตายจากฟลูออไรด์ที่ผสมในอาหารเสริมแล้วด้วย! Fluoride Alert .Org






เมื่อดูกราฟซ้ายมือแสดงระดับความรุนแรงของสารตะกั่ว สารหนูและฟลูโอไรด์ แ่ล้วแทบเป็นลมล้มตึงเมื่อเห็นค่าระดับความเป็นพิษของฟลูโอไรด์ที่พุ่งแรงแซงสารตะกั่วไปอยู่ที่ระัดับ 4 เกือบๆ 5 หมายความว่ามันเป็นพิษมากกจนถึงขั้นรุนแรง! ยิ่งถ้าบ้านใครมียาฆ่าหนูและแมลงสาบแล้วลองพลิกดูส่วนผสมนะ คุณอาจจะช็อกตาค้างมากกว่านี้ เพราะสิ่งเดียวที่เป็นส่วนผสมในยาเบื่อหนูคือฟลูโอไรด์อย่างเดียวเลยล่ะ ซึ่งความจริงแล้วฟลูออไรด์ได้นำมาใช้ครั้งแรกในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นยาเบื่อหนู ถ้าถามว่าแล้วทำไมมันถึงมาอยู่ในยาสีฟันล่ะ จริงๆแล้วฟลูออไรด์ที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและฟันอย่างแท้จริงคือมันคือ แคลเซียมฟลูออไรด์ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ที่ผสมอยู่ในยาสีฟันมันคือ "โซเดียมฟลูออไรด์" เป็นสารพิษที่ผลิตขึ้นในโรงงานซึ่งมีราคาถูกกว่า และถ้าใครที่คิดว่าฟลููโอไรด์ช่วยให้ฟันแข็งแรงป้องกันฟันผุ แบบที่ท่านทั้งหลายได้ยินจนคุ้นหูคุ้นตากันดีในโฆษณาทีวีตั้งแต่เด็กๆคงต้องคิดใหม่ เพราะมันกลับเป็นตัวการทำให้เกิดฟันตกกระที่เรียกว่า Dental Fluorosis เกิดเป็นรอยกระดำกระด่างที่ผิวฟันจากการสะสมของสารพิษฟลูโอไรด์ในระยะยาว แถมยังมีผลต่อกระดูกทำให้กระดูกพรุนด้วย ข้อมูลจากวารสารการแพทย์ของรัฐนิวอิงแลนด์ สหรัฐอเมริกา รายงานว่า มีการใช้สารฟลูออไรด์เพื่อรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ผลก็คือมีอัตราการเกิดกระดูกตะโพกร้าวสูงขึ้นกว่าปกติ และในปี 1993 นักวิทยาศาสตร์จากองค์การป้องกันสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาต่อต้านการเติมฟลูออไรด์ในน้ำดื่มและอาหาร นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นได้ยืนยันว่า ฟลูออไรด์ไม่ได้ป้องกันฟันผุ ผลตรงกันข้าม กลับมีเหตุการณ์แน่ชัดว่า มันเป็นตัวก่อมะเร็งได้ http://www.biowish.net/pages/med.htm










นอกจากมันจะทำฟันคุณหมดสวย เป็นโรคกระดูกพรุน และเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว ฟลูโอไรด์ยังทำให้คุณโง่ด้วย!! ไม่ได้มั่วค่ะ เพราะเคยมีนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองผสมฟลูโอไรด์ในน้ำของค่ายกักกันที่รัซเซียในยุคคอมมิวนิสต์และอีกที่ในช่วงยุคนาซีที่เยอร์มัน จุดประสงค์ในการทดลองก็เพื่อจะดูว่าถ้านักโทษผู้โชคร้ายทั้งหลายกินน้ำผสมฟลูโอไรด์เข้าไปแล้วนักโทษจะเป็นยังไง ผลปรากฎว่าอารมณ์รุนแรงของนักโทษลดลงอย่างเห็นได้ัชัด เปลี่ยนจากนักโทษโหดๆเป็นแมวหง่าวนั่งหงอย ไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้างใดๆ ไม่ยกพวกตีกันเหมือนก่อน เอ๊ะ ฟังแล้วดูเหมือนจะดีใช่มั้ย แต่ความจริงแล้วมันน่ากลัวซะมากกว่า เพราะว่าฟลูโอไรด์มันมีผลโดยตรงต่อสมองน่่ะสิ โดยมันเข้าไปทำลายต่อมไพนีล (Pineal gland) หรือเรียกดวงตาที่ 3 ที่ทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย โดยทำงานร่วมกับต่อมไฮโปทารามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารณ์ต่างๆ เช่นความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศ ความคิดสร้างสรรค์ และเป็นเหมือนนาฬิกาชีวิตซึ่งควบคุมอายุของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อต่อมนี้โดนทำลายมันจึงทำให้ต้อแต้หมดแรงจูงใจ ขาดความคิดริเริ่ม เป็นตัวลดไอคิว ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และเนื่องจากการทดลองที่ประสบความสำเร็จของรัฐบาลครั้งนั้น ปัจจุบันนี้ฟลูโอไรด์เลยมาอยู่ในยาสีฟันให้เราใช้กันทุกวัน เปรียบได้กับอาวุธของรัฐบาลในการทำให้ประชาชนโง่และเป็นการควบคุมประชากรไปในตัว ในบางประเทศอย่างไอร์แลนด์ อเมริกา ถึงกับโดนมัดมือชกให้กินน้ำผสมยาพิษฟลูโอไีรด์กันเลยทีเดียวโดยผสมมันลงในน้ำประปาสาธารณะมันซะเลย โดยอ้างว่าหวังดีอยากป้องกันโรคฟันผุให้ประชาชน แต่มีการพิสูนจน์แล้วโดยเปรียบเทีียบสุขภาพฟันของคนอังกฤษและอเมริกัน ปรากฎว่าสุขภาพฟันไม่ต่างกันเลยทั้งๆที่น้ำในประเทศอังกฤษไม่มีการฟลูโอไรด์ลงในน้ำ การกระทำที่ีมีนัยยะแอบแฝงแบบนี้เลยสร้างความไม่พอใจให้หลายๆคนในหลายประเทศที่ไม่เต็มใจจะโดนวางยาพิษในน้ำก๊อกที่ทำให้โง่และเป็นโรค แถมการเอาน้ำไปต้มให้เดือดก็ไม่ได้ช่วยอะไรยกเว้นเพิ่มความแรงของสารพิษให้สูงขึ้นอึก 7 เท่าตัว
Tap water - it can lower IQ and cause cancer




น่าเศร้ากว่าเดิมเมื่อรู้ว่าฟลูโอไรด์ยังถูกใช้ผสมในยารักษาโรคจิตเวช อย่างโรคซึมเศร้า เคยอ่านเจอในเว็ปพันทิพย์ว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าได้รับยาชื่อ Fluoxetine หรือเรียกอีกอย่างว่าโปรแซคที่มีส่วนผสมหลักคือฟลูโอไรด์ที่ใส่ลงไปถึง 94% หลังจากเค้ากินยานี้ไปก็มึนหัวและไม่อยากอาหารจนต้องเลิกกินยาตัวนี้ไป เฮ้อ นอกจากจะไม่ได้ช่วยรักษายังทำให้แย่หนักกว่าเก่า นี่ถือว่าบ้านเรายังโชคดีอยู่(มั้ง) ที่น้ำประปายังไม่มีการผสมฟลูโอไรด์ ส่วนไอ้ที่อยู่ในยาสีฟันนั้นน่ะ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะค่ะ อย่างเฟิร์สเองเวลาซื้อยาสีฟันก็จะเลือกเอาที่ไม่มีส่วนผสมฟลูโอไรด์ อย่างยาสีฟันสมุนไพรต่างๆนั้นไม่มีฟลูโอไรด์ผสมนะคะ เฟิร์สเองก็ใช้อยู่ดอกบัวคู่ อิอิ ส่วนใครที่ยังใช้ยาสีฟันแบบผสมฟลูโอไรด์อยู่และคิดว่าเื่รื่องนี้มันยากที่จะเชื่อ ลองศึกษาค้นขว้าเองสิคะ แต่ถ้าถามเฟิร์ส เฟิร์สคิดว่าถึงเวลาเปลี่ยนยี่ห้อยาสีฟันแล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะยิ่งถ้าคุณมีลูกที่ยังเล็ก ยิ่งไม่ควรให้ลูกใช้เพราะมันส่งผลต่อสมองของเด็กที่ควรจะได้รับการพัฒนามากกว่าโดนทำลายด้วยยาฆ่าหนูในยาสีฟันนะคะFluoride and Consciousness








ไทโคลซาน : พิษใกล้ตัวจากสบู่ - ยาสีฟัน

            ได้มีการทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของสารไทโคลซาน (Triclosan) ในประเทศอังกฤษ พบว่าสารไทโคลซานนี้เมื่อทำปฏิกิริยาเคมีกับคลอรีน(Chlorine) ในน้ำประปา ทำให้เกิดแก๊สคลอโรฟอร์ม (Chloroform) ขึ้น ซึ่งแก๊สนี้หากสูดดมเข้าไปแล้วอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ปอดได้ แต่ถ้าหากสัมผัสกับสารนี้เนื้อเยื่อจะถูกกัดและทำลายได้
สารไทโคลซานนี้เป็นสารสังเคราะห์ที่พบอยู่ในสารที่ใช้ป้องกันการเกิดโรคจากแบคทีเรียซึ่งจัดเป็นยาประเภทที่     3 โดยอย.แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งใช้ผสมในยาสีฟัน,โลชั่น, เครื่องสำอางค์, ยารักษาสิว, สบู่ก้อน, น้ำยาล้างจาน เป็นต้น
สารไทโคลซานจัดเป็นสารเคมีที่พิษรุนแรงมากและยังมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่ง โดยมีสูตรเคมีและโครงสร้างของโมเลกุลที่คล้ายกับสารไดออกซิน (Dioxin) และ PCBs มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของมนุษย์
          Marks & Spencer ที่ประเทศอังกฤษได้มีการเรียกเก็บสินค้าที่มีส่วนประกอบของสารไทโคลซานออกจากร้านแล้ว ส่วนในประเทศจีนก็ได้มีการเรียกคืนยาสีฟันยี่ห้อยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนประกอบของสารไทโคลซานออกจากตลาดด้วยเช่นกัน
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ชี้แจงว่าสารไทโคลซานที่พบในยาสีฟันนี้มีปริมาณที่น้อยมากจนไม่สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงแม้ร่างกายจะได้รับสารไทโคลซานนี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยนั้นก็สามารถทำลายสุขภาพได้เช่นกัน เนื่องจากสารนี้เป็นสารที่มีพิษร้ายแรงอยู่ในตัวอยู่แล้ว แน่นอนว่ามันต้องส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่มากก็น้อย แต่ในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นโดยทันที แต่ในระยะยาวคือหากได้รับสารพิษนี้เป็นติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายเกิดการสะสมสารพิษเอาไว้เพราะฉะนั้นมันคงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน

 
 
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เซินเจิ้นเดลี ประเทศจีน

เรียบเรียงโดย ศุจิดา พิชัยสวัสดิ์

บริษัท กู๊ดเฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ใส่ใจ “ยาสีฟัน” สักนิดก่อนคิดแปรงฟัน

     ยาสีฟันเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง อย่างน้อยก็ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าและก่อนเข้านอน แต่มีอีกหลายคนที่ใช้ยาสีฟันบ่อยครั้งกว่านั้น โดยเฉพาะการแปรงฟันหลังรับประทานอาหาร
ยาสีฟันมีความสำคัญในการเข้ามาช่วยเราทำความสะอาดและกำจัดคราบแบคทีเรีย หรือ “ขี้ฟัน” ที่เกาะบนผิวฟัน หากเราไม่ได้แปรงฟัน แบคทีเรียและจุลินทรีย์จะย่อยเศษอาหารที่ตกค้างอยู่บนผิวฟัน โดยเฉพาะแป้งและน้ำตาลจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอย่างรวดเร็ว และกัดกร่อนเนื้อฟันของเราทำให้เกิดฟันผุตามมา การแปรงฟันจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
ในยาสีฟันมีส่วนผสมหลายชนิดที่ช่วยให้เรารู้สึกว่าฟันสะอาด ลมหายใจสดชื่น ซึ่งส่วนผสมที่นำมาใช้ในยาสีฟันนี้จะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และอาจส่งผลต่อสุขภาพช่องปาก รวมถึงอวัยวะอื่นของร่างกายได้ ผู้บริโภคจึงต้องใช้ยาสีฟันให้ถูกวิธี โดยเฉพาะเด็กจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลกระทบตามมาได้
ส่วนประกอบพื้นฐานของยาสีฟัน
ยาสีฟันยี่ห้อต่างๆ ที่วางจำหน่ายทั่วไป มีส่วนผสมพื้นฐานสำคัญ 2 อย่าง คือ
1. ฟลูออไรด์ เป็นสารสำคัญที่ช่วยป้องกันฟันผุ โดยจะทำหน้าที่เคลือบฟันไว้ เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย รวมทั้งกรดในอาหารด้วย ฟลูออไรด์ที่นิยมใช้ได้มาจากโซเดียมโมโนฟลูออโรฟอสเฟต (Sodium monofluorophosphate) หรือโซเดียมฟลูออไรด์ (Sodium fluoride) ซึ่งต้องใช้ในปริมาณที่กำหนด โดยปริมาณที่จำกัดให้มีได้อยู่ที่ 1,000-1,100 ppm
อย่างไรก็ตาม “โซเดียมฟลูออไรด์” ถือเป็นสารอันตรายหากใช้ในปริมาณมากเกินกว่าที่กำหนด เมื่อสารนี้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะเกิดผลกระทบต่อระบบอวัยวะต่างๆ เช่น
- การสัมผัสทางผิวหนัง จะทำให้เกิดการระคายเคือง มีผื่นแดง ปวดแสบปวดร้อน แผลไหม้ แผลพุพอง และทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่สัมผัสถูกทำลาย
- การกินหรือกลืนเข้าไป จะทำให้เจ็บคอ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริวในท้อง ความดันโลหิตลดลง อ่อนเพลีย สมองและไตถูกทำลาย หากได้รับในปริมาณมาก 5-10 กรัม อาจทำให้เสียชีวิตได้
- การสัมผัสถูกตา จะทำให้เกิดการระคายเคือง ตาแดง เจ็บตา สายตาพร่ามัว และอาจทำให้ตาบอดได้
- การสัมผัสสารเป็นเวลานาน จะทำให้เกิด การหายใจติดขัด ไอ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น และเกิดภาวะลำตัวเขียวคล้ำเนื่องจากขาดออกซิเจน
- การได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณมากเกินไป ทำให้ฟันตกกระ (Enamel Fluorosis) หากรุนแรงมากผิวฟันจะขรุขระ เกิดรอยสีน้ำตาลเป็นจุด ส่งผลให้ทำ ความสะอาดได้ยาก ส่วนใหญ่มักเกิดกับฟันแท้ของเด็กที่บริโภคฟลูออไรด์มากเกินไป เนื่องจากเด็กบางคนชอบรสชาติของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
ส่วนความเป็นอันตรายของ “โซเดียมโมโนฟลูออโรฟอสเฟต” หากได้รับเกินกว่า 570 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะก่อให้เกิดการระคายเคืองเมื่อสัมผัส กลืนกิน หรือหายใจเข้าไป ก่อให้เกิดการระคายเคืองตา น้ำตาไหลคันตา ตาแดง คันผิวหนัง เป็นผื่นแดง อาจทำให้เป็นแผลพุพอง และตกสะเก็ด
2. สารขัดฟัน (Abrasives) ใช้เพื่อกำจัดรอยเปื้อนและคราบหินปูน โดยทั่วไปนิยมใช้แคลเซียมฟอสเฟต (Calcium phosphate) และแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) มีลักษณะเป็นผงละเอียด ซึ่งต้องผสมในยาสีฟันในปริมาณมากพอที่จะกำจัดรอยเปื้อน และคราบหินปูนได้ แต่หากใช้มากเกินไปอาจทำลายสารเคลือบฟัน
ส่วนอันตรายที่อาจได้รับจาก “แคลเซียมฟอสเฟต” มีหลายประการ เช่น
- การสัมผัสทางการหายใจ ทำให้ระคายเคืองจมูกและคอ หากสารมีความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการไอระคายเคืองชั่วคราว แต่หากสัมผัสสารที่มีความเข้มข้นสูงเป็นระยะเวลานานจะทำให้มีเยื่อเมือกเพิ่มขึ้นในจมูกและทางเดินหายใจ อาการเหล่านี้จะหายไปได้ก็ต่อเมื่อหยุดสัมผัสสาร แต่หากยังได้รับสารต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ
- การสัมผัสถูกตา จะทำให้เกิดการระคายเคืองตา ปวดตาชั่วคราว และน้ำตาไหล
ป้องกันอันตรายจากยาสีฟัน
อันตรายจากยาสีฟันส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเด็ก หรือผู้ที่ใช้ยาสีฟันในปริมาณมาก ทำให้ได้รับสารมากเกินไป ดังนั้น ผู้ปกครองจึงต้องใส่ใจการแปรงฟันของเด็กเป็นพิเศษ ควรดูแลเด็กขณะแปรงฟันและใช้ยาสีฟันอย่างถูกต้อง อย่าให้เด็กเผลอกลืนกินยาสีฟันอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
นอกจากนั้น ผู้ปกครองต้องจำกัดปริมาณการใช้ยาสีฟันในเด็กให้เหมาะสม หากให้เด็กใช้ยาสีฟันหลอดเดียวกันกับผู้ปกครอง ควรให้ใช้ในปริมาณน้อย เช่น ให้ใช้ยาสีฟันขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว หรือป้ายยาสีฟันบางๆ ลงบนแปรงสีฟันเด็ก
เลือกซื้อยาสีฟันอย่างไรให้ปลอดภัย
เพื่อความมั่นใจเมื่อจะเลือกซื้อยาสีฟัน ควรสังเกตฉลากก่อนทุกครั้งว่า มีการระบุ “เป็นสารควบคุมพิเศษ” หรือไม่ ผ่านการขึ้นทะเบียนตำรับเรียบร้อยแล้วหรือยัง หากผ่านการขึ้นทะเบียนแล้วจะมีเลขทะเบียนในกรอบเครื่องหมาย อย. ใกล้กับข้อความเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ” รวมทั้งต้องมีข้อความจำเป็นอื่น ๆ ให้ครบถ้วน เช่น ชื่อ ชนิด ส่วนประกอบสำคัญ วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต ปริมาณสุทธิ เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้มาตรฐาน
แม้ยาสีฟันจะมีประโยชน์ช่วยปกป้องสุขภาพ ช่องปากและฟันของเรา แต่อย่าลืมว่าหากใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้อย่างไม่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของเราได้ การใส่ใจในการเลือกยาสีฟันให้เหมาะกับตัวเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยให้เรามีสุขภาพช่องปากที่ดี และไม่ต้องเสี่ยงกับผลกระทบด้านสุขภาพ

ขจัดกลิ่นปาก ด้วยสมุนไพรหลายขนาน




ปาก กลิ่นปาก


ขจัดกลิ่นปาก ด้วยสมุนไพรหลายขนาน (ไทยรัฐ)

เรื่องกลิ่นปากเป็นปัญหาหนักใจ หลายคนเจอกับตัวเองแล้วได้แต่บ่นอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรให้หมดไปได้เสียที บางคนก็ใช้วิธีแปรงฟันบ่อย ๆ บางรายก็พกยาอมดับกลิ่นปากเอาไว้ติดตัว บ้างก็เคี้ยวหมากฝรั่ง ทุกหนทางที่ว่ามาล้วนกลายเป็นช่องทางทำเงินเข้ากระเป๋า ให้กับผู้ผลิตสินค้าดับกลิ่นปากได้ปีละหลายเงิน

การจะลดกลิ่นปากเหม็นโดยใช้สมุนไพรนั้น หากใช้สมุนไพรเดี่ยว ก็จะมีเช่น ใบฝรั่ง กานพลู ข่อย สารส้ม คนทา ใบพลู หรือเกลือ ถ้าหากลองมาหมดแล้วยังไม่หาย คงต้อง หาสาเหตุอื่น ๆ เช่นว่าเคยเป็นหรือเป็นไซนัสอักเสบหรือไม่ เป็นภูมิแพ้ หรือเปล่า, เป็นหูอักเสบ หรือหูน้ำหนวกไหม ทอนซิลอักเสบก็เกี่ยว หรือแม้ กระทั่งฟันผุ ก็ใช่
อีกวิธีหนึ่งให้ลองใช้วิธีง่าย ๆ แบบโบราณ นั่นคือ รับประทานกล้วยน้ำว้าสุกก่อนนอน 1-2 ผล จึงแปรงฟัน และตื่นตอนเช้าก่อนแปรงฟัน รับประทานอีก 1-2 ผล ทำอย่างนี้ประมาณ 15 วันเป็นอย่างน้อย หรือจะใช้วิธีเคี้ยวอ้อยควั่น 2-3 ชิ้น หลังอาหารทุกมื้อสักพักค่อยแปรงฟัน เป็นการกำจัดแบคทีเรียและคราบหินปูนที่เกิดใหม่ด้วย ลองหันมาใช้วิธีโบราณอย่างสมุนไพร ที่แนะนำกันดู น่าจะเห็นผลได้ไม่ยาก แถมไม่เปลืองตังค์อีกต่างหาก

ฝรั่ง" สมุนไพรไทย...ดับกลิ่นปาก แก้ท้องเสีย




ใครจะรู้บ้างว่า
       ใครจะรู้บ้างว่า "ฝรั่ง" เป็นสมุนไพรไทยมีสรรพคุณหลายอย่าง ทางยาและคนส่วนใหญ่จะชอบนำ ฝรั่ง มารับประทานเป็นของว่าง นำมาสกัดเป็นน้ำผลไม้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว "ฝรั่ง" มีประโยชน์มากมายเลยทีเดียวค่ะ
ประโยชน์ของฝรั่งมีมากเลยทีเดียวค่ะ เรามาดู ประโยชน์และสรรพคุณฝรั่งกันเลยดีกว่าค่ะ
สรรพคุณ / ประโยชน์ ฝรั่ง
เกล็ดความรู้
หนึ่งในสรรพคุณเด่นของฝรั่ง คือ เป็นยารักษาในช่องปากที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ช่วยบำรุงเหงือกฟันให้แข็งแรงช่วยให้ฟันที่โยกคลอนกลับแน่น แก้ ฟันผุ ปวดฟัน รักษาเหงือกบวม เหงือกอักเสบ รักษาแผลเปื่อยในช่องปาก ยังมีการค้นพบอีกว่าทั้ง ใบฝาด ๆ และ ผลฝรั่งสุกมีวิตามินซีสูงกว่ามะนาวเปรี้ยวถึง 4 เท่า สรรพคุณเด่นของใบฝรั่ง คือ ใช้ดับกลิ่นปากได้ดีเหมือนยาดับกลิ่นปากราคาแพงตามท้องตลาด
ผลงานการวิจัย
1. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้และฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบสารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอลเฮกเซนและน้ำ ความเข้มข้น 0.16 มก./มล. สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ของหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetylcholine และยับยั้งการออกฤทธิ์ของ acetylcholine ได้นำสาร quercetin ในใบฝรั่งมาทดลองในลำไส้เล็กและหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนูตะเภาซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปตัสเซียม พบว่า สาร quercetin ยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กได้ดีกว่าหลอดเลือดแดงใหญ่
2.  quercetin และ quercetin-3-arabinoside ลดการบีบตัวของลำไส้ โดยยับยั้ง acetylcholine จึงทำให้หยุดถ่าย ผลฝรั่งพบสาร tannin มีฤทธิ์ฝาดสมานใช้แก้อาการท้องเสีย
3. ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้ท้องเสียสารสกัดเปลือกต้นและใบด้วย 70% เอทานอล ความเข้มข้น 250 มก./มล. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงและสารสกัดใบฝรั่งความเข้มข้น 105 มคล./มล. พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดได้
4. การทดลองทางคลินิก ใช้รักษาอาการท้องเสียศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย ปวดท้อง จำนวน 50 คน ที่มีอายุระหว่าง 20-55 ปี ทั้งเพศชาย-หญิง โดยให้รับประทานยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มก. / 500มก.ของแคปซูล) รับประทานทุก 8 ชม. นาน 3 วัน พบว่าสามารถช่วยลดการบีบตัวของลำไส้และลดระยะเวลาปวดท้องได้ ใช้ใบฝรั่งแห้งบดเป็นผงรักษาผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงโดยให้รับประทานครั้งละ 500 มก.ทุก 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน และเปรียบเทียบกับยาปฏิชีวนะเตตร้าซัยคลิน พบว่า ยาจากสมุนไพรใบฝรั่งสามารถลดจำนวนอุจจาระร่วง และลดระยะเวลาของการ ถ่ายเหลวได้มากกว่า ยาเตตร้าซัยคลิน และไม่พบอาการข้างเคียงซึ่งตรงกับการทดลองทางการแพทย์ที่พบว่า ใบ ดอก และผลฝรั่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย
5. ต้านการอักเสบ สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูขาวเพศผู้ในขนาด 25, 50, 100 มก./กก. ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการอักเสบด้วยสาร carrageenan พบว่าสารสกัดจากผลฝรั่งสามารถยับยั้งการอักเสบได้ถึง 63.6%, 76.36%, และ 82.18% ตามลำดับ สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอล ในขนาด 50, 100 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักรที่เหนี่ยวนำให้เกิดความเจ็บปวดด้วย acetic acid และทำการเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รักษาด้วยยา aspirin (100 มก./กก.) พบว่าสารสกัดจากผลฝรั่งสามารถลดอาการเจ็บปวดได้ถึง 89.4% และ 96.4% ตามลำดับ ในขณะที่ aspirin สามารถลดอาการเจ็บปวดได้เพียง 82.4%
6. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
6.1 พิษเฉียบพลัน สารสกัดด้วยน้ำจากใบทำให้สัตว์ตายร้อยละ 50 (LD50) มากกว่าหรือเท่ากับ 20 ก./กก. เมื่อให้ทางปากและมีค่ามากกว่า 5 ก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง
6.1 พิษเรื้อรัง การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 และ 20 ก./กก. ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวลดลง หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (บ่งถึงการทำงานของตับ), BUN (บ่งถึงการทำงานของไต) และ WBC สูง ขึ้น ขณะที่ระดับของโซเดียมและคลอเลสเตอรอลในเลือดลดลงน้ำหนักของตับและไตเพิ่มขึ้น หนูเพศเมียมีระดับโซเดียมโปแตสเซียมและอัลบูมินในเลือดเพิ่มขึ้น ขณะที่เกร็ดเลือดและกลอบูลินลดลง
วิธีใช้ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน
- การใช้ฝรั่งรักษาอาการท้องเสีย
1. นำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 10-15 ใบ แล้วโขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือพอมีรสกร่อยพอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชาได้ผลดี
2. นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อเท่านั้นเมล็ดทิ้งไปใส่เกลือเล็กน้อยพอกร่อย ๆ แล้วกินรวมกันหรือจะใช้ต้มดื่มเป็นน้ำฝรั่งก็ได้
3. นำใบฝรั่งสดที่ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไปมาตัดหัวตัดท้ายแล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ ตักน้ำที่ได้จากการแช่ใบฝรั่งมาจิบทีละนิดอย่าจิบมากจะทำให้ท้องผูก
 
- การใช้ฝรั่งเป็นยาระงับกลิ่นปาก
1.ใบฝรั่งมีคุณสมบัติดูดกลิ่นเหม็นได้สารที่ดูดกลิ่นนี้พบว่ามีมากในใบของฝรั่งขี้นกมีผู้นำไปทำยาอมระงับกลิ่นปากจากใบฝรั่งขี้นก
2.ใช้ระงับกลิ่นปาก เคี้ยวใบฝรั่งสด ๆ 2-3 ใบ จะช่วยระงับกลิ่นปาก

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

10 ส่วนผสมอันตรายจากยาสีฟัน

             แปรงฟันกันอยู่ทุกวี่ทุกวันเคยสงสัยกันบ้างไหมค่ะว่าในยาสีฟันรสเย็นมันมีอะไรเป็นส่วนประกอบอยู่บ้าง ได้ไปสืบรู้มาว่า แต่ละอย่างที่อยู่ในยาสีฟันมันเป็นสารก่ออันตรายทั้งนั้น จะมีสารอะไรบ้างแล้วมันจะเกิดข้างเคียงอะไรกับช่องปากเรามาอ่านกันด่วนๆเลยนะค่ะ
1. menthol การบูร สาระแน่เกล็ด นิยมใช้เป็นสารแต่งกลิ่น รส ในยากิน ยาอม บรรเทาอาการคัดจมูกหรือหายใจไม่สะดวก หรือทำให้รู้สึกเย็นสบาย หากกลืนหรือกินเข้าไปปริมาณเล็กน้อย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่ถ้ากลืนหรือกินเข้าไปเป็นจำนวนมากอาจเป็นอันตรายได้ แต่ละสารเคมีที่ผสมเข้าไปนี่น่ากลัว แบบไม่ธรรมดา จริงๆค่ะ

2.Saccharin ขันทสกร สารให้ความหวาน หรือที่เรารู้จักกันใน ชื่อขันทสกร เด็กๆหลายคนอาจชอบที่ยาสีฟันมีรสหวาน น่าทานแต่ในอดีต Saccharin เคยถูกงดใช้ไปหลายครั้ง

3.Titanium Dioxide ไทเทเนียมไดออกไซด์ นี่ถือเป็นส่วนประกอบทั่วไปของยาสีฟัน สีขาวของยาสีฟันนั้นทำมาจาก Titanium Dioxide เป็นหนึ่งใน50 ชนิดของสารที่ผลิตมากที่สุดทั่วโลก ไม่ก่อโรคมะเร็งไม่เป็นอันตรายต่อผู้มีครรภ์ไม่มีพิษ ปลอดภัยกับฟันของคุณ แต่เราไม่ควรไว้วางใจกับสารชนิดนี้
4.Chalk ชอกค์ มันคือชอกค์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันที่โรงเรียนนั่นเอง ที่ยาสีฟันมีสีขาว เพราะส่วนผสมหลักจากผงชอกค์ บดละเอียดเนื่องจากชอกค์มีส่วนผสมของแคลเซียมและหินปูน การสูบดมในระยะยาว จะมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เกิดการระคายเคือง หลอดลมอักเสบ
5.Glycerine Glycol ไกลคอลกลีเซอรีน เคยได้ยินส่วนนี้อยู่ในแปรงสีฟันไหมจะบอกให้ว่ามันส่วนประกอบของยาสีฟันน้ำยาบ้วนปากครีมดูแลผิว ครีมโกนหนวด มีเพื่อไม่ให้ตัวยาสีฟันแห้งมากเกินไป ทำให้เกิดโรคอาการคลื่นไส้ เมื่อเรากลืนยาสีฟันเข้าไป
6.Paraffin พาราฟิน ใช้ประโยชน์ได้มากมายใช้เป็นยารักษาโรคหรือทำเชื้อเพลิง โดยสารนี้มีคุณสมบัติใช้ทำเทียนไข โดยใช้เคลือบผิวเพื่อความชุ่มชื่นช่วยกระจัดคราบสกปรกถ้ากลืนเข้าไปจะทำให้คลืนไส้อาเจียน และท้องผูกอย่างรุนแรงได้
7.Peppermint Oil น้ำมันสาระแหน่ ยาสีฟันจะมีกลิ่นหอมของมิ้นต์เป็นการเติมแต่งกลิ่นทำให้ยาสีฟันมีรสชาติดีขึ้นนอกจากนี้ทำให้เกิดกลิ่นหอมเย็นเมื่อสูดดมทำให้โล่งจมูกรู้สึกสดชื่นอีกครั้ง ยังช่วยฆ่าเชื้อโรค ส่วนอันตราย คือทำให้ระคายเคืองผิวหน้งและชีพจรปั่นป่วน ดังนั้นเขามักจะใส่ส่วนผสมตัวนี้ในปริมาณเข้มข้นต่ำ
8.Seaweed สาหร่ายทะเล สารตัวนี้ไม่เป็นอันตรายสาหร่ายทะเลทำให้ส่วนผสมก่อตัวกันเกิดความลื่นไหลและยืดขยายเป็นเจลเข้าปากปัจจุบันมียาสีฟันหลายยี่ห้อมาเป็นส่วนประกอบเพื่อคุณสมบัติต่างๆเช่น ช่วยข้ดฟันให้ขาว ช่วยให้ฟันแข็งแรง หรือกินชูชิสาหร่ายก็ช่วยได้นะค่ะ
9.Detergent ผงซักฟอก ถ้ายาสีฟันไม่มีฟองจะแปรงกันอยู่หรือไม่ผงซักฟอกเป็นส่วนที่สำคัญที่ทำให้เกิดฟอง ช่วยทำความสะอาดช่องปาก ถ้ากลืนเข้าไปจะมีผลต่อกระเพาะอาหารค่ะ
10.Formaldehyde ฟอร์มาลดีไฮด์ ส่วนผสมนี้ยาสีฟันทุกยี่ห้อจะมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคพวกแบคทีเรียในช่องปาก หลังจากที่คุณทานอาหารเสร็จและระหว่างที่นอนหลับและใครกินส่วนผสมนี้ลงไปก็จะมีอาการตัวเหลือง ตับไตพัง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่มา : หนังสือSPICY

สมุนไพร ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรบำบัดโรค

    สมุนไพรแม้จะเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะที่สุดแล้วหากใช้ไม่ถูกต้อง ใช้ไม่ถูกกับอาการ ไม่ถูกกับโรค ปริมาณขนาดที่ใช้ไม่เหมาะสม หรือใช้กับผู้ที่แพ้สมุนไพรบางชนิด ก็อาจเกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการใช้สมุนไพรบำบัดโรค จะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรนั้นๆ ก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนั้น การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา ยังต้องคำนึงถึงรายละเอียดอื่นๆ อีกด้วย เช่น ธรรมชาติของสมุนไพรแต่ละชนิด สายพันธุ์ สภาวะแวดล้อมในการปลูก ฤดูกาล และช่วงเวลาเก็บ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการออกฤทธิ์ในการรักษาโรค ซึ่งหากทำไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ คุณภาพของยาสมุนไพรนั้นๆ ก็จะด้อยประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าต้องการใช้สมุนไพรอย่างให้ได้ผลดีที่สุด ก็ต้องใช้อย่างมีความรู้ โดยยึดหลักดังต่อไปนี้ คือ

๑. ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรส่วนใหญ่มีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมากแล้ว แต่ละท้องถิ่นก็อาจเรียกชื่อแตกต่างกัน ทั้งๆ ที่เป็นพืชชนิดเดียวกัน หรือบางครั้งชื่อเหมือนกัน แต่เป็นพืชคนละชนิด เพราะฉะนั้นจะใช้สมุนไพรอะไรก็ต้องใช้ให้ถูกต้นจริงๆ ดังเช่นกรณีของหญ้าปักกิ่งที่ยกตัวอย่างข้างต้นที่นำหญ้าชนิดอื่นมาขายคนที่ไม่รู้จัก

๒. ใช้ถูกส่วน พืชสมุนไพรไม่ว่าราก ดอก ใบ เปลือก ผล หรือเมล็ด จะมีฤทธิ์ในการรักษาหรือบำบัดโรคไม่เท่ากัน แม้กระทั่งผลอ่อน หรือผลแก่ก็มีฤทธิ์แตกต่างกัน ดังนั้น การนำมาใช้ก็ต้องมีความรู้จริงๆ

๓. ใช้ให้ถูกขนาด ธรรมชาติของยาสมุนไพร คือ หากใช้น้อยไป ก็จะรักษาไม่ได้ผล แต่ถ้าใช้มากไปก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่นกัน

๔. ต้องใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรที่จะนำมาใช้ บางชนิดต้องใช้ต้นสด บางชนิดต้องผสมกับเหล้า บางชนิดใช้ต้มหรือชง ซึ่งหากใช้ไม่ถูกต้องก็ไม่เกิดผลในการรักษา

๕. ใช้ให้ถูกกับโรค เช่น มีอาการท้องผูก ก็ต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ้าไปใช้สมุนไพรที่มีรสฝาด จะทำให้ท้องยิ่งผูกมากขึ้น

อาการแพ้ยาสมุนไพร

      ในบางครั้งถึงแม้จะใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องตามที่แนะนำกันแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดอาการแพ้ เพราะโดยธรรมชาติร่างกายของแต่ละคนจะมีภูมิต้านทานที่ไม่เท่ากัน บางคนให้ยาสมุนไพรแล้วได้ผลดี แต่พอแนะนำให้ผู้อื่นใช้ตาม บางกรณีนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเกิดอาการแพ้อีกด้วย ดังนั้นหากใช้ยาแล้วเกิดอาการผิดปกติ ควรหยุดใช้ ถ้าหยุดใช้ยาแล้วอาการหายไป อาจลองใช้ยานั้นดูอีกครั้งด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้น หากมีอาการเช่นเดิมก็พอจะสรุปได้ว่าเกิดจากพิษของ ยาสมุนไพร อาการที่น่าสงสัยว่าจะเกิดจากการแพ้สมุนไพร อาจมีเพียงอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีหลายอาการร่วมกัน เช่น มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งอาจเป็นตุ่มเล็กๆ หรือตุ่มโตเป็นปื้น หรือเป็นเม็ดแบบคล้ายลมพิษ ตาอาจบวมปิด ริมฝีปากเจ่อ หรือผิวหนังเป็นดวงสีแดงๆ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง ประสาทรับรู้ความรู้สึกทำงานผิดปกติ เช่น เพียงแตะผิวหนังก็เสียว รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็มีอาการเสียวศีรษะ มีอาการใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้นและเป็นบ่อยๆ หรือหากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลืองร่วมด้วย แสดงว่ามีภาวะตับอักเสบแทรกซ้อน ถ้ากินยาสมุนไพรแล้วมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ก็ควรจะหยุดกิน และปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
อาการและโรคที่ไม่ควรใช้สมุนไพร
เนื่องจากยาสมุนไพรเป็นยาที่ออกฤทธิ์แบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นหากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง (เช่น มะเร็ง โรคเอดส์ บาดทะยัก ดีซ่าน) โรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ) โรคติดเชื้อต่างๆ (เช่น ปอดบวม ไข้ไทฟอยด์ มาลาเรีย วัณโรค กามโรค) เป็นโรคบางอย่างที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสามารถรักษาได้ด้วยสมุนไพรอย่างชัดเจน ก็ไม่ควรที่จะเลือกใช้ยาสมุนไพร นอกจากนี้ หากมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนรุนแรง ไอ เป็นเลือด ถ่ายเป็น มูกเลือด ชัก หอบ ตกเลือด ถูกงูพิษกัด เป็นต้น อาการเหล่านี้ไม่ควรใช้ยาสมุนไพร แต่ควรจะไปพบแพทย์ โดยเร็วที่สุด

ข้อดีของยาสมุนไพร
๑. ปลอดภัย สมุนไพรส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์อ่อนๆ จึงไม่ค่อยเป็นพิษ หรือมีผลข้างเคียงมาก ต่างกับยาแผนปัจจุบันที่เป็นเคมีสังเคราะห์ ที่มักจะออกฤทธิ์ฉับพลัน บางชนิดหากกินเกินขนาดเพียงเล็กน้อย อาจมีอันตรายถึงกับเสียชีวิตได้

๒. ประหยัด ยาสมุนไพรโดยทั่วไปมีราคาถูกกว่ายาแผนปัจจุบันมาก แล้วสมุนไพรหลายชนิดก็สามารถปลูกใช้เองได้ในครอบครัว ทำให้ช่วยประหยัดรายจ่ายไปได้อีกทางหนึ่ง

๓. ช่วยบรรเทาอาการในขั้นต้น ผู้ป่วยที่อยู่ในชนบทห่างไกล บางครั้งไม่สามารถมารับบริการทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้ ก็อาจจะใช้สมุนไพรซึ่งเป็นยาแผนโบราณหลายชนิด และบางชนิดก็เป็นทั้งอาหารและยาอยู่ในตัว บำบัดอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อนได้

๔. ช่วยทดแทนยาจากต่างประเทศ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นมูลค่านับหมื่นล้าน ในขณะที่เรามีสมุนไพรมากมาย ที่สามารถทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันได้ หากมีการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล ก็จะช่วยลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศได้อย่างมหาศาล

ข้อเสียของการใช้สมุนไพร
๑. ใช้ไม่สะดวก บางครั้งการใช้ยาสมุนไพรในรูปยาตำรับรักษาโรคบางอย่าง อาจเสียเวลาในการเตรียม เช่น ยาหม้อ ที่จะต้องอุ่นทุกเช้าและเย็น ทำให้ไม่สะดวกที่จะกิน อีกทั้งยังยุ่งยากและเสียเวลา (สำหรับคนที่ต้องทำงานนอกบ้าน)

๒. ฤทธิ์ยาไม่แน่นอน อย่างที่ทราบกันแล้วว่ายาสมุนไพรมักมีรสอ่อน ออกฤทธิ์ช้า ต้องกินเป็นเวลานาน และเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันสมุนไพรแต่ละอย่างก็จะมีสารสำคัญหลายตัว บางครั้งจึงทำให้ฤทธิ์ที่ต้านกันเองได้

ส่วนสมุนไพรที่ใช้ในรูปยาเดี่ยวเป็นตัวๆ ปัจจุบันสามารถใช้ได้สะดวกมากขึ้น เพราะมีการนำมาแปรรูปโดยการทำให้แห้ง บดเป็นผง แล้วบรรจุแคปซูลจำหน่าย

เลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
      
       จากนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนในเรื่องการใช้สมุนไพรให้มากขึ้น ปัจจุบันเราจึงได้เห็นยาสมุนไพรหลายรูปแบบ วางจำหน่ายทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ส่วนของ ประชาชนเองก็ให้ความสนใจ และหันมานิยมการใช้สมุนไพรอย่างกว้างขวาง ดังนั้นการจะซื้อยาสมุนไพรมาใช้จึงต้องรู้จักเลือก ไม่เช่นนั้นหากไปเจอสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ก็อาจจะเกิดอันตรายได้ ข้อมูลเบื้องต้นที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้อ คือ ดูว่ายานั้นมีการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือไม่ นอกจากนั้นก็ต้อง ดูวัน/เดือน/ปีที่ผลิต วันหมดอายุ การบรรจุหีบห่อว่าได้มาตรฐานหรือไม่ นั่นคือ จะต้องไม่รั่วหรือมีรอยบุบ หรือมีการเปิดหีบห่อ ซึ่งจะมีผลทำให้ยาเสื่อมคุณภาพ แล้วหากนำไปใช้ก็อาจเกิดโทษได้ นอกจากยาสมุนไพรและยาไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ยาที่ผลิตจากองค์การเภสัชกรรม จากโรงพยาบาลที่มีเภสัชกรควบคุมมาตรฐาน ตลอดจนยาที่มีการปรุงโดยใช้ในคลินิก หรือสถานพยาบาลแผนไทย ที่มีผู้ประกอบโรคศิลปะเภสัชกรรมแผนไทยดูแลอยู่ ก็สามารถใช้ยาสมุนไพร และยาไทยนั้นได้

ข้อมูลสมุนไพรได้จากที่ไหน
        
       สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสมุนไพร หรือต้องการทราบข้อมูลการใช้สมุนไพรอย่างถูกวิธี สามารถติดต่อไปยังหน่วยงาน สถาบันการศึกษา หรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ คือ

๑. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข โทร.๐-๒๕๙๐-๗๐๐๐ หรือสายด่วนผู้บริโภคกับ อย. โทร.๑๕๕๖

๒. สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข โทร.๐-๒๕๙๑-๑๐๙๕, ๐-๒๕๙๑-๗๖๘๖

๓. สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตู้ ป.ณ.๒๒๔ ปณจ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐ โทร.๐-๒๕๙๑-๑๗๐๗

๔. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ๔๔๗ ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทร.๐-๒๒๔๘-๒๑๔๓, ๐-๒๖๔๔-๔๓๓๘,
๐-๒๖๔๔-๘๖๗๗-๙๑ หรือคณะเภสัชศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย

ข้อมูล : ๑. รศ.ดร.วีณา จิรัจฉริยากูล ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ๒. นิตยสารสมุนไพร พ.ย.๒๕๔๔